เพลงคลาสสิกฟังยากจริงหรือ ?
ดนตรีจัดเป็นศาสตร์ขั้นสูงสาขาหนึ่งที่มีความงดงาม
มีโครงสร้างของรูปแบบและเนื้อหาของตนเอง เป็นวัฒนธรรมอย่างหนึ่งที่คู่มากับมนุษย์
โดยเป็นลักษณะของโสตศิลป์ , เป็นภาษาสากลของมนุษยชาติ , สามารถสื่อสารอารมณ์ต่าง
ๆ แห่งความเป็นมนุษย์ และถือว่าเป็นส่วนสำคัญในชีวิตของมนุษย์
ขณะที่เราฟังดนตรี เราต้องคำนึงถึงคีตกวี (Composer) เพราะเป็นผู้ที่สร้างดนตรีหรือบทเพลงนั้น
ๆ ขึ้นมา เป็นผู้ที่มีทักษะในการแต่งเพลงนอกจากคีตกวีแล้วก็ต้องมีนักดนตรี (Performer)
เป็นผู้ที่แสดงนำเสนอหรือบรรเลงบทเพลงนั้นออกมาทำให้ผู้ฝังได้ยินเสียงและนำไปสู่อารมณ์ต่างๆได้ตามที่ได้กล่าวแล้วข้างต้นว่าดนตรีเป็นภาษาสากลของมนุษยชาติที่สามารถเข้าใจเป็นสื่อสากลที่จะนำมนุษย์ไปสู่ความเข้าใจอันดีต่อกัน
ดนตรีทำให้มนุษย์เกิดสุนทรียภาพมีจิตใจงดงาม
เมื่อกล่าวถึงดนตรี ประการแรกที่ควรพิจารณา คือ ดนตรีทุกประเภทหรือเพลงทุกเพลงนำไปสู่ความซาบซึ้งได้เท่ากันหมดหรือไม่
คำตอบก็คือไม่ใช่ เนื่องจากความซาบซึ้งเป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นในลักษณะของความเอิบอิ่มในใจ
เป็นความลึกซึ้งในความรู้สึกที่ยากจะใช้คำ ๆ ใดมาอธิบายได้อย่างกระจ่างชัด เพราะเป็นเรื่องของจิตใจที่แต่ละคนรู้สึกได้ด้วยตนเองเท่านั้น
ดังนั้นดนตรีที่ทำให้ผู้ฟังเกิดความซาบซึ้งได้นั้นย่อมต้องเป็นดนตรีที่มีโครงสร้างของรูปแบบและเนื้อหาที่ลึกซึ้งละเอียดอ่อน
มีลักษณะเป็นเอกลักษณ์ เต็มไปด้วยการสร้างสรรค์ซึ่งประกอบด้วยโครงสร้างของรูปแบบและเนื้อหาที่ลึกซึ้งตามหลักเกณฑ์และทฤษฎี
ได้แก่ จังหวะ , ทำนอง , เสียงประสาน , ระบบเสียง , รูปพรรณ , ฯลฯ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะได้รับการถ่ายทอดผ่านทางผู้แสดง
(Performer) ออกมาเป็นเสียงดนตรีที่เต็มไปด้วยความรู้สึกที่มีทั้งเนื้อหาสาระที่ลึกซึ้งที่เราเรียกว่า
ดนตรีตะวันตก หรือดนตรีคลาสสิก เป็นต้นดนตรีเหล่านี้เป็นดนตรีที่มีรูปแบบและเนื้อหาที่สลับซับซ้อนลึกซึ้ง
ดนตรีคลาสสิก เป็นดนตรีที่มีประวัติความเป็นมายาวนาน ผู้ที่จะสร้างสรรค์ดนตรีไม่ว่าจะเป็นในฐานะของผู้ประพันธ์เพลงหรือนักดนตรีต้องใช้เวลาในชีวิตศึกษาทฤษฎี
ฝึกฝนอยู่เป็นเวลานาน จึงทำให้ผลงานที่ออกมามีคุณค่า ด้วยเหตุที่บทเพลงเหล่านี้มีความสลับซับซ้อน
ในบางครั้งเมื่อฟังบทเพลงเหล่านี้ผู้ฟังอาจไม่เข้าใจและไม่เกิดความซาบซึ้ง ทั้งนี้เนื่องมาจากตัวผู้ฟังเองด้วย
ผู้ฟังซึ่งเป็นผู้ที่จะเกิดความซาบซึ้งในดนตรีนั้นต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ ความเข้าใจในบทเพลงหรือดนตรีพอเพียงที่จะเกิดความซาบซึ้ง
การศึกษาดนตรีจึงมีความจำเป็นด้วยเหตุนี้ ผู้ฟังอาจรู้สึกชอบและดื่มด่ำในรสของดนตรีได้แม้มิได้ศึกษาโครงสร้างของดนตรีแต่ความรู้สึกชอบและดื่มด่ำในรสของดนตรีที่ผู้ฟังได้รับนั้นมีระดับด้อยกว่าความรู้สึกที่เกิดขึ้นหลังจากที่ผู้นั้นได้ศึกษาโครงสร้างของดนตรีนั้นอย่างดีพอ
ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่า ความซาบซึ้งมีระดับ ถ้าผู้ฟังมีความรู้ความเข้าใจและมีการสนองตอบต่อดนตรีอย่างลึกซึ้ง
ผู้นั้นย่อมเกิดความซาบซึ้งในดนตรีได้อย่างแท้จริง ส่วนผู้ฟังที่มีความรู้ ความเข้าใจพอสมควร
และมีการตอบสนองต่อดนตรีไม่ลึกซึ้งนัก ผู้นั้นย่อมจะเกิดความซาบซึ้งในดนตรีได้ในระดับไม่ลึกซึ้งถึงแก่นอย่างแท้จริง
ดังนั้นความซาบซึ้งจึงเป็นสิ่งที่สามารถพัฒนาได้ โดยที่ผู้นั้นมีโอกาสได้ศึกษาทำความเข้าใจกับโครงสร้างของดนตรี
และมีโอกาสได้ฟังหรือมีประสบการณ์ทางดนตรีเพื่อให้เกิดการสนองตอบทางความรู้สึก
ซึ่งยิ่งมีโอกาสสัมผัสกับดนตรีในลักษณะนี้มากเท่าไร ความซาบซึ้งในดนตรีก็จะลึกซึ้งขึ้นเรื่อย
ๆ ( ณรุทธ์ สุทธจิตต์ , 2535 : 202)

สดับพิณ รัตนเรือง (2543 : 86) ได้กล่าวถึง " การฟังเพลงคลาสสิกแบบไม่ปีนบันได " สรุปได้ดังนี้
คลาสสิกในทุกวัฒนธรรมของโลกนี้มีทั้งแบบที่เป็นเพลงบรรเลงล้วน ๆ และแบบร้อง หลายคนคงเคยได้ยินคำว่า " เพลงโอเปรา " (Opera)
นี้ก็เป็นละครร้องแบบคลาสสิก หรืออีกหลายคนคงเคยได้ยินเสียงเทเนอร์เพราะ ๆ ของ
โฆเซ การ์เรรัส (Jose Carreras) หรือ พาวาร็อตติ (Luciano Pavarotti)
ประเภทและสุ้มเสียงของเพลงคลาสสิกนั้นแทบจะสรุปลงให้แคบไม่ได้เลย แต่ที่พอจะพูดได้ก็คือ
ดนตรีคลาสสิกเป็นเพลงไพเราะอันทรงคุณค่า เป็นสมบัติล้ำค่าของมวลมนุษยชาติ (Classic
ในที่นี้แปลว่า อมตะ ไม่ตายง่าย ๆ ) บางบทบางประเภทก็ประเทืองปัญญาบางบทเพลงก็ประเทืองอารมณ์ได้อย่างลึกซึ้งละเอียดอ่อน
บางบทบางประเภทก็มีพลังลึกล้ำที่สามารถปลดปล่อยความรู้สึกและอารมณ์ที่ขึ้น ๆ ลง
ๆ ตามประสามนุษย์ของเราได้ดียิ่งกว่าเพลงประเภทอื่นใด สรุปคือ ดนตรีคลาสสิกอยู่ได้มานานและจะอยู่ต่อไปอีกนาน
เพราะเป็นดนตรีที่เข้มข้นในหลากหลายทางยิ่งกว่าเพลงประเภทใด ๆ
เมื่อพูดถึงดนตรีคลาสสิก หลายคนอาจเห็นภาพของคำ ๆ นี้ว่าต้องปีนบันไดไต่ไปฟังกัน
อันที่จริงก็ไม่ผิดเสียทีเดียว เพราะโดยทั่ว ๆ ไปดนตรีคลาสสิกมีองค์ประกอบทางดนตรีหรือเครื่องเทศเครื่องปรุงรสมากและนำมาปรุงรสรวมกันด้วยกระบวนการที่ซับซ้อนละเอียดลึกซึ้ง
พูดง่าย ๆ หากเปรียบเพลงป๊อปที่เราฟังกันทั่วไปเป็นฮ็อตด็อก ซึ่งมีส่วนประกอบหลัก
ๆ เป็นไส้กรอกกับขนมปัง ดนตรีคลาสสิกก็ประมาณแกงส้มหรือแกงเขียวหวานที่วิจิตรอลังการด้วยผักชียีหร่า
ลูกกระวานใบกระวานที่ผสมผสานกันอย่างซับซ้อนจนอร่อยสุด
ณรุทธ์ สุทธจิตต์ ( 2535 : 204) ได้กล่าวถึงการฟังเพลงคลาสสิกสรุปได้ดังนี้
การฟังจัดเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ผู้เรียนดนตรีเข้าใจถึงโครงสร้างของดนตรีซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญที่จะนำไปสู่ความซาบซึ้ง
การพัฒนาการฟังจึงเป็นสิ่งจำเป็นและจัดเป็นทักษะสำคัญของผู้เรียนดนตรีทุกคน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้เรียนความซาบซึ้งในดนตรีตะวันตก หรือวิชาสังคีตนิยม ความสามารถในการฟังสามารถพัฒนาให้ดีขึ้นเรื่อย
ๆ ได้ด้วยหลายวิธีด้วยกัน ข้อเสนอแนะในการเพิ่มประสิทธิภาพของการฟังที่จะกล่าวต่อไปเป็นลักษณะทั่ว
ๆ ไป โดยมิได้เรียงลำดับก่อน - หลังแต่ประการใด
1. มีสมาธิในการฟังเสียงดนตรีให้ตลอด การฟังโดยมีสมาธิไม่มากพอหรือการฟังอย่างมี
สมาธิในเวลาสองนาที ในขณะที่เพลงยาวถึง 10-15 นาที ย่อมไม่นำไปสู่ความซาบซึ้งได้
2. พยายามฟังโดยการจับแนวทำนองหลักของบทเพลงให้ได้ การฟังเพลงใด ๆ เป็นครั้งแรกไม่ควรพยายามฟังเพื่อเข้าใจทุกสิ่งทุกอย่างที่มีอยู่ในบทเพลง
ควรพยายามจับสิ่งเด่น ๆ เสียก่อนและค่อย ๆ เรียนรู้สิ่งที่มีอยู่ในบทเพลงนั้นเป็นลำดับไป
ซึ่งสิ่งที่ฟังได้ง่ายที่สุด คือ แนวทำนองหลัก
3. จดจำแนวทำนองหลัก หรือลักษณะเด่น ๆ ของเพลงให้ได้ การที่จะจดจำสิ่งใด ๆ ได้นั้นควรฟังหลาย
ๆ หน และอาจจะแบ่งการฟังออกเป็นตอน ๆ เพราะการพยายามจดจำนอกจากการฟังอาจจะได้แก่
การร้อง การเล่น หรือการพูดคุยกันถึงทำนองหลักกับผู้อื่น
4. สังเกตดูว่าแนวทำนองหรือลักษณะสำคัญในบทเพลงนั้น ๆ เปลี่ยนแปลงหรือพัฒนาไป
อย่างไร โดยปกติรูปแบบของดนตรีมักจะมีการแปรเปลี่ยนพัฒนาไปของแนวทำนองหลักเสมอ
ดังนั้นถ้าสามารถฟังออกว่าการเปลี่ยนแปรเป็นไปในลักษณะใดจะทำให้สัมผัสในรสชาติของดนตรีได้
5. พยายามฟังบทเพลงนั้นหลาย ๆ หน ถ้ายังไม่สามารถเห็นความสัมพันธ์ของรูปแบบหรือการพัฒนาไปของแนวทำนองหลัก
การฟังหลาย ๆ หนทำให้ผู้ฟังได้ยินสิ่งต่าง ๆ ในบทเพลงได้มากขึ้น
6. พยายามประยุกต์ใช้สิ่งที่ค้นพบจากการได้ยินกับบทเพลงที่เพิ่งจะฟังเป็นครั้งแรก
เนื่อง จากดนตรีมีรูปแบบ การฟังเพลงใด ๆ มักจะมีรูปแบบที่เหมือนกัน เช่น ซิมโฟนีโดยทั่วไปนั้น
ท่อนแรกมักใช้รูปแบบโซนาตาอัลเลโกร ถ้าฟังเพลงใดที่ไม่เคยได้ยินซึ่งเป็นซิมโฟนี
ถ้าพยายามฟังดูว่าเป็นรูปแบบโซนาตาอัลเลโกรหรือไม่ จะช่วยให้มีหลักและนำไปสู่ความเข้าใจในบทเพลงได้ง่ายขึ้น
7. พยายามจับรายละเอียดปลีกย่อยของบทเพลงให้ได้ เนื่องจากดนตรีเป็นศิลปะแม้จะมี
รูปแบบกำหนดโครงสร้าง แต่ผู้ประพันธ์เพลงสามารถแปรเปลี่ยนเนื้อหาสาระไปได้เสมอ
ดังนั้นการพยายามฟังรายละเอียดของเพลงให้ได้จะทำให้เข้าใจ และเห็นลักษณะความสวยงามมีคุณค่าที่แท้จริงของบทเพลงแต่ละบทได้
8. ใช้สัมผัสทางความรู้ในการฟังเพลง เพื่อให้เข้ากับความสวยงาม ความมีสุนทรีย์ของบท
เพลงนั้น ๆ ในการฟังเพลงใด ๆ ผู้ฟังควรเกิดความรู้สึกในลักษณะใดลักษณะหนึ่ง เช่น
ความเศร้าสร้อย ความสนุกสนาน ความน่ารัก ความน่ากลัว ซึ่งความรู้สึกเหล่านี้เป็นสิ่งหนึ่งที่ชี้ให้ผู้ฟังทราบว่า
ขณะฟังนั้นตนได้สัมผัสกับดนตรีโดยความรู้สึก มิได้สัมผัสกับดนตรีเพียงเพื่อจะเรียนรู้ถึงโครงสร้างของดนตรีเท่านั้น
9. พยายามฟังดนตรีเพื่อให้เข้าถึงสุนทรียรสของดนตรี คือ เสียง ไม่ควรฟังดนตรีเพื่อใช้เป็น
สื่อนำไปสู่เรื่องราวต่าง ๆ ในความคิดฝัน ซึ่งทำให้การฟังดนตรีเป็นลักษณะของดนตรีเพื่อสิ่งอื่นนอกเหนือความเป็นดนตรี
มิใช่การฟังดนตรีเพื่อให้เห็นสุนทรียรสของดนตรีหรือให้ซาบซึ้งในดนตรีอย่างแท้จริง
อย่างไรก็ตามการฟังดนตรีประเภทดนตรีบรรยายเรื่องราว ผู้ฟังสามารถนึกภาพหรือใช้ดนตรีเป็นสื่อไปสู่เรื่องราวต่าง
ๆ ได้ เพราะเป็นความประสงค์ของผู้ประพันธ์ที่ต้องการใช้ดนตรีเล่าเรื่องราว แต่การฟังดนตรีประเภทนี้ผู้ฟังไม่จำเป็นต้องทราบเรื่องราวมาก่อนก็ได้
โดยฟังในลักษณะของดนตรีเพื่อดนตรี
10. ฝึกฝนการฟังดนตรีให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งมีวิธีการหลายวิธีดังกล่าวมา
แล้วและอาจจะมีอีกหลายวิธี ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ฟังแต่ละคนสามารถค้นคว้า ใฝ่หาด้วยตนเองวิธีการหนึ่งที่สามารถปฏิบัติได้
คือ การศึกษาดนตรีในลักษณะของสังคีตนิยมซึ่งจะทำให้ผู้ศึกษาเข้าใจถึงโครงสร้างของดนตรี
การทราบประวัติของดนตรี ผู้ประพันธ์เพลง และการอ่านบทวิเคราะห์เพลงแต่ละเพลงนั้นย่อมช่วยให้ผู้ศึกษาเห็นคุณค่าของดนตรีมีความเข้าใจในดนตรีดีขึ้น
ดังนั้นเมื่อมีโอกาสฟังดนตรีหรือบทเพลงหนึ่งบทเพลงใด ย่อมช่วยให้ผู้ฟังเห็นถึงความมีสุนทรีย์ของบทเพลงนั้นได้แจ่มชัดขึ้น
ซึ่งทำให้เกิดความซาบซึ้งในดนตรีอย่างแท้จริงในที่สุดได้
นอกจากการเพิ่มประสิทธิภาพของการฟังที่กล่าวข้างต้นแล้ว การได้ไปชมคอนเสิร์ตดนตรีคลาสสิก
การรับรสดนตรีคลาสสิกโดยตรงแล้ว ในโลกปัจจุบันก็ยังทำกันได้อีกหลายทาง ไม่ว่าจะเป็นการฟังจากรายการวิทยุ
การอ่านหนังสือประกอบการฟัง รวมทั้งการเลือกซื้อหาแผ่นเสียงมาฟังกันเอง ซึ่งก็ทำได้ตลอดเวลา
หลายท่านเปรียบเทียบไว้ว่าการไปชมคอนเสิร์ตจริง ๆ เป็นดนตรีแบบสด ๆ
การเรียนรู้เกี่ยวกับโครงสร้างของรูปแบบและเนื้อหาดนตรีเป็นพื้นฐานสำคัญที่จะช่วยให้ผู้ฟังเกิดความซาบซึ้งในดนตรีอย่างแท้จริงได้
อย่างไรก็ตามการศึกษาโครงสร้างของรูปแบบและเนื้อหาดนตรีมิได้เป็นหลักประกันว่าผู้ศึกษาแล้วจะเกิดความซาบซึ้งในดนตรี
ทั้งนี้เนื่องจากความซาบซึ้งเป็นกระบวนการภายในความรู้สึกและจิตใจของแต่ละบุคคลซึ่งเกิดจากการฟังโดยการรู้เชิงคุณภาพ
( ณรุทธ์ สุทธจิตต์ , 2535 : 206)
ความซาบซึ้งในดนตรีเป็นสิ่งที่มนุษย์ขาดได้ มิได้ทำให้ผู้นั้นถึงแก่ชีวิตแต่ประการใด
แต่ถ้าผู้นั้นได้รู้จักและสัมผัสกับความซาบซึ้งในดนตรีแล้ว ย่อมทำให้ผู้นั้นได้รู้จักและสัมผัสกับอีกส่วนหนึ่งในความรู้สึกของเขา
ซึ่งเป็นสัมผัสที่ทำให้เกิดความเต็มเปี่ยมและความเอิบอิ่มของความรู้สึกในใจสิ่งเหล่านี้เองช่วยให้ผู้นั้นเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์
ซึ่งไม่มีสิ่งใดมาทดแทนหรือทำให้เกิดขึ้นได้ นอกเหนือไปจากสุนทรียรสของดนตรี

| 
็H-o-M-e
224 โรงเรียนลำปางกัลยาณี ถ.พหลโยธิน ต.สวนดอก อ.เมือง จ.ลำปาง |
E-mail : rashentik@yahoo.com |
|