บทที่ 11 การสืบพันธุ์ และ การเจริญเติบโตของสัตว์
ครูผู้สอน : ครู บานเย็น ...จันทราฤทธิกุล ............................. ............................................................จัทำโดย ม.6/12 ปี 49
กลับสู่หน้าหลัก กลับสู่ บทที่ 11
 
11.2 การเจริญเติบโตของสัตว์


+ ข้อมูลโดย
+
+ กฤษฎา เหลือง ไพโรจน์ + เทิดศักดิ์ ปินตาสาย + ปิยะมาศ อินทะ + เบญจมาภรณ์ ต๊ะปวก


11.2 การเจริญเติบโตของสัตว์

...........................................................
............... ( 1 ) การเจริญเติบโต
............... สิ่งมีชีวิตทั้งหลายที่เกิดขึ้นมาแล้วย่อมต้องมีการเจริญเติบโต สัตว์ก็เช่นเดียวกันย่อมจะมีการเจริญเติบโต ซึ่งจะเป็นกระบวนการในการเปลี่ยนแปลงขนาดและรูปร่าง ซึ่งเป็นผลมาจากการเพิ่มจำนวนเซลล์ด้วยการแบ่งเซลล์ที่มีอยู่แล้ว รวมทั้งมีการขยายขนาดของเซลล์ด้วยการสร้างไซโทพลาสซึมทำให้เซลล์มีขนาดใหญ่โตขึ้น ในลำดับต่อมาเซลล์ก็จะมีการเปลี่ยนแปลงรูปร่างและหน้าที่ จนกระทั่งรวมกลุ่มประสานงานในหน้าที่จนเกิดเป็นอวัยวะหลายๆ อวัยวะ อวัยวะต่างๆ เหล่านี้รวมตัวกันเป็นร่างกายของสิ่งมีชีวิต เพื่อดำรงชีวิตอยู่ในสภาพแวดล้อมต่อไป
............... อย่างไรก็ตามในขณะที่สัตว์กำลังเจริญเติบโต สัตว์บางชนิดจะมีการเปลี่ยนแปลงรูปร่างเป็นระยะๆ จนกระทั่งมีรูปร่างคล้ายพ่อแม่ในที่สุด แต่สัตว์บางชนิดจะมีรูปร่างเหมือนพ่อแม่ตั้งแต่เกิดเลย เพียงแต่มีขนาดเล็กกว่าพ่อแม่เท่านั้นการเจริญเติบโต เป็นขวนการที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ของสิ่งมีชีวิตทุกระดับ ทั้งทางโครงสร้างและหน้าที่ กระบวนการต่างๆ ของการเจริญเติบโต แบ่งได้เป็นขั้นตอนง่ายๆ คือ

............... 1.การเพิ่มจำนวนเซลล์

............... ในสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว การแบ่งเซลล์ถือว่าเป็นการสืบพันธุ์ เกิดชีวิตใหม่ขึ้น มี หลายแบบ เช่นการแบ่งแยกตัวเป็นส่วนๆการแตกหน่อเป็นต้น
............... ในสิ่งมีชีวิตหลายเซลล์ การแบ่งเซลล์เป็นการเพิ่มจำนวนเซลล์ให้มากขึ้น เช่น การแบ่งเซลล์จากตัวอ่อนเป็นตัวเต็มวัย สร้างเซลล์ใหม่เพื่อทดแทนเซลล์เก่า เช่น เซลล์ผิวหนัง

..................................................................

...............
2. การเพิ่มขนาดเซลล์
............... เป็นกระบวนการสะสมและสังเคราะห์สารอินทรีย์ภายโมเลกุลของเซลล์ ทำให้โมเลกุลมีขนาดใหญ่ขึ้น หรือมีการรวมกันระหว่างโมเลกุลกับโมเลกุล เป็นผลให้เซลล์ต้องขยายขนาดตามไปด้วย จึงเกิดการเจริญเติบโตของสิ่งมีชีวิต เช่นงูจะมีการลอกคราบเมื่อมีขนาดตัวใหญ่ขึ้น
ถึงแม้นมันจะเป็นงูยักษ์ แต่ช่วงชีวิตของมันน่าสนใจไม่น้อย อานาคอนด้าจะผสมพันธุ์ด้วยการที่ตัวผู้จะรัดตัวเมีย แล้วฉีดนำเชื้อเข้าไป ตัวเมียจะตั้งท้องนานประมาณ 2 เดือน เมื่อคลอดลูกมันจะคลอดลูกเป็นตัวซึ่งแปลกกว่างูทั่วไปซึ่งคลอดลูกเป็นไข่ เมื่อลูกมันออกมาจะออกมาเยอะมากๆ ซึ่งจะมีบางตัวที่ตาย และตัวที่ตายนั่นแหละจะเป็นอาหารของแม่มัน(ซวยไปเลย)แต่ถ้าแม่มันงับตัวที่ยังไม่ตายเข้าไป ลูกของมันจะสบัดตัว แล้วแม่มันจะรีบคายทันที แต่กว่าที่ลูกมันจะโตและรอดมาเป็นตัวเต็มวัยได้ มันก็ต้องเจอศัตรูมากมาย ซึ่งมีเพียงไม่ถึง10%เท่านั้นที่รอดมาได้ เมื่อมันโตเต็มวัยมันก็พร้อมที่จะผสมพันธุ์ทันทีและมีลูกต่อไป

.....................................

............... 3. การเปลี่ยนแปลงสภาพของเซลล์
............... เนื่องจากในระยะแรกเซลล์อาจจะทำหน้าที่อย่างหนึ่งแต่เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงหน้าที่การทำงาน จึงเกิดการเปลี่ยนสภาพเซลล์ตามไปด้วยเพื่อให้ได้เซลล์ที่สามารถทำหน้าที่ที่ต่างกัน การเปลี่ยนสภาพเกิดทั้งทางกายภาพและชีวเคมี ทั้งในระดับโมเลกุล ระดับเซลล์ ระดับเนื้อเยื่อ ระดับอวัยวะ และระดับระบบอวัยวะ เซลล์ที่ได้ใหม่จะมีหน้าตาต่างไปจากเซลล์เดิม

............................................................

............... พัฒนาการทางร่างกายของมนุษย์

.......................
............... 4. การเกิดรูปร่างที่แน่นอน
............... สิ่งมีชีวิตจะมีการเปลี่ยนแปลงรูปร่างตลอดเวลาตั้งแต่แรกเกิดจนเป็นตัวเต็มวัย เนื่องจากมีการแบ่งเซลล์หรือเพิ่มจำนวนเซลล์ รูปร่างตอนโตอาจจะแตกต่างจากตอนแรกเกิดมากหรือไม่เหมือนกันเลย เช่น กบ ผีเสื้อ เป็นต้น การเติบโตในสิ่งมีชีวิตชั้นสูงจะหยุดเมื่อโตเต็มวัย โดยการใช้ความสูงที่หยุดเป็นเกณฑ์ ไม่คำนึงว่าน้ำหนักจะเพิ่มหรือลดลง
รูปเปรียบเทียบ กบตอนโต กับ ตอนเกิด กบ, ตัวสามง่าม

................................................

............... ปัจจัยที่มีผลต่อการเจริญเติบโต

............... 1. ศักยภาพของการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม การที่สิ่งมีชีวิตจะมีการเติบโตเป็นอย่างไรนั้นขึ้นกับพันธุกรรมเป็นอันดับแรก เพราะการเจริญเติบโตของตัวอ่อนจะมีขั้นตอนเหมือนพ่อแม่ แต่อัตราการเติบโตจะแตกต่างกันได้ขึ้นกับสภาพแวดล้อมของสิ่งมีชีวิตในขณะนั้น

............... 2. ปัจจัยทางสิ่งแวดล้อม
............... 2.1 ปัจจัยทางชีวภาพ การเติบโตที่ผิดปกติอาจเป็นผลมาจากสิ่งมีชีวิตที่ดำรงชีวิตอยู่ด้วยกัน เช่น ถ้าร่างกายมีปรสิต เช่น พยาธิ แบคทีเรีย เกาะทำลายเนื้อเยื่อ หรือดูดสารอาหาร จะทำให้การเติบโตช้าผิดปกติหรือตายได้
............... 2.2ปัจจัยทางกายภาพ
............... ............... 2.2.1 ปัจจัยเกี่ยวกับพลังงาน ได้แก่ ความร้อน แสง เสียง เป็นต้น
............... ............... 2.2.2 ปัจจัยเกี่ยวกับสารเคมี สารเคมีที่มีผลต่อการเจริญเติบโต คือฮอร์โมน
............... เนื่องจากฮอร์โมนและสารที่เกี่ยวข้องโมนจะควบคุมการทำงานของระบบต่างๆ ในร่างกายให้เป็นปกติ

............... ประเภทของการเจริญเติบโตของสัตว์
............... ถ้าจำแนกหลังระยะตัวอ่อน (embryo) จะแบ่งได้ 2 พวก
............... 1. แบบ อะเมตามอร์โฟซีส (ametamorphosis) คือ ไม่เปลี่ยนแปลงรูปร่าง จากไข่กลายเป็นตัวเต็มวัย เช่น สัตว์ใหญ่ และ แมลงไม่มีปีก ได้แก่
............... ............... 1.1 แมลง ได้แก่ ตัวสองง่าม ตัวสามง่าม แมลงหางดีด
............... ............... 1.2 สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง ได้แก่ ไส้เดือน ไฮดรา พยาธิตัวตืด
............... ............... 1.3 สัตว์มีกระดูกสันหลัง ได้แก่ ปลา สัตว์เลื้อยคลาน
............... 2. แบบ เมตามอร์โฟซีส (metamorphosis) คือ เปลี่ยนแปลงรูปร่างต่างจากพ่อแม่เป็นขั้น ๆ จนเป็นตัวเต็มวัย มีการเกิดอวัยวะใหม่หรือบางส่วนหายไป ได้แก่
............... ............... 2.1 สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ
............... ............... 2.2 แมลง ได้แก่ ไส้เดือน ไฮดรา พยาธิตัวตืด
............... ............... 2.3 แมง และกลุ่มอื่น ๆ อีก กุ้ง กั้ง ปู

............... เมตามอร์โฟซีสของแมลงนั้น มีหลายรูปแบบ ดังนี้
............... 1. เมตามอร์โฟซีสแบบค่อยเป็นค่อยไป (grandual metamorphosis หรือ paurometabolous) ตัวอ่อนไม่มีปีก เรียกว่า ตัวนิมพ์ (nymph) ระบบต่าง ๆ ยังไม่สมบูรณ์ ไม่มีระยะดักแด้ (pupa) ได้แก่ ปลวก ตั๊กแตน แมลงสาบ
............... 2. เมตามอร์โฟซีสแบบไม่สมบูรณ์ (incomplete metamorphosisหรือ hemimetabolous) เช่น ตัวอ่อนอยู่ในน้ำ เรียกว่า ไนแอด (naiad) ให้เหงือกหายใจ ไม่มีปีก ตัวเต็มวัยมีปีกอยู่บนบกหายใจโดยใช้ท่อลม ไม่มีระยะดักแด้ ได้แก่ แมลงปอ ชีปะขาว
............... 3. เมตามอร์โฟซีสแบบสมบูรณ์ (completemetamorphosisหรือ horometabolous) ตัวเต็มวัย มีการเจริญครบ 4 ระยะ คือ ระยะไข่ (egg) ระยะหนอน(larva) ระยะดักแด้(pupa) และตัวเต็มวัย (adout) ได้แก่ ยุง ผีเสือ ไหม มด ต่อ แตน แมลงวัน ด้วง ฯลฯ

............... ประเภทของยุง เฉพาะยุงตัวเมียที่ดูดเลือดเพื่อสร้างไข่ยุงตัวผู้ ดูดน้ำหวานจากดอกไม้ แบ่งได้ 3 กลุ่ม
1. ยุงสกุลคิวเลกซ์ (Culex) เป็นยุงธรรมดาหรือยุงบ้าน มีลักษณะไข่เกาะกันเป็นแพ ลูกน้ำลอยตั้งฉากกับผิวน้ำ ได้แก่ ยุงดำ นำโรคเท้าช้าง
2. ยุงสกุลอโนฟีเลส (Anopheles) เป็นยุงมีลักษณะไข่เดี่ยวไม่เกาะกันเป็นแพ ลูกน้ำลอยขนาน หรือมีทุ่นเกาะขนานกับผิวนำ ได้แก่ ก้นปล่อง นำไข้มาเลเรีย
3. ยุงสกุลเอียเดส (Aedes) เป็นยุงมีลักษณะไข่เดี่ยวไม่เกาะกันเป็นแพในน้ำสะอาด ได้แก่ ก้นลาย นำไข้เลือดออก

............... ชีวิตสัตว์
............... เซลล์สัตว์ก็เช่นเดียวกับเซลล์พืช คือจะประกอบด้วยส่วนที่เป็นนิวเครียสและส่วนไซโตพลาสซึม แต่ในไซโทพลาสซึมของเซลล์สัตว์ไม่มีคลอโรพลาสต์ จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่สัตว์สร้างอาหารเองไม่ได้ นอกจากนี้เซลล์สัตว์ยังต่าง จากเซลล์พืชอีกประการคือ เซลล์สัตว์ไม่มีผนังเซลล์จึงมีแต่เยื่อหุ้มเซลล์ ล้อมรอบไซโทพลาสซึมเท่านั้น เซลล์สัตว์ก็เช่นเดียวกับเซลล์พืชคือจะมีขนาดเล็กและมีรูปร่างเซลล์ที่แตกต่างกัน ตามแต่ชนิดและหน้าที่ของเซลล์นั้นๆ เช่น เซลล์กล้ามเนื้อและ เซลล์ประสาท มีลักษณะเป็นเส้นยาว เซลล์เม็ดเลือดแดงของกบมีลักษณะรีเป็นรูปไข่มีนิวเครียสใหญ่อยู่ตรงกลาง ต่างจากเซลล์เม็ดเลือดแดงของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีลักษณะกลมและไม่มีนิวเครียส

............... ( 2 ) การเจริญเติบโตของสัตว์
............... ในขณะเจริญเติบโต สัตว์บางชนิดมีการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด คือมีการเปลี่ยนแปลงรูปร่างเป็นระยะๆ ตั้งแต่เป็นตัวอ่อน จนถึงระยะที่เติบโตเต็มที่จึงจะมีรูปร่างเหมือนพ่อแม่ แต่สัตว์บางชนิดจะมีรูปร่างเหมือนพ่อแม่ตั้งแต่แรกเกิดเลยเพียงแต่ขนาดยังเล็กเท่านั้นจากรูปวัฎจักรชีวิตของยุง นักเรียนจะเห็นว่าในระหว่างที่มีการเจริญเติบโต ไข่ยุง จะฟักออกเป็นตัวเรียกว่า ลูกน้ำ ซึ่งจะมีขนาดโตขึ้นๆเมื่อโตเต็มที่ก็จะเปลี่ยนรูปร่างไปเป็น ตัวโม่ง และเมื่อมีการเจริญเติบโตเต็มที่ ตัวโม่งก็จะเปลี่ยนรูปร่างไปเป็นยุงเรียกว่า"ตัวเต็มวัย"พร้อมที่จะทำหน้าที่สืบพันธุ์ต่อไป
............... สัตว์จำพวกแมลงมักมีการเปลี่ยนแปลงรูปร่างลักษณะตั้งแต่ออกจากไข่จนกระทั่งเป็นตัวเต็มวัย แมลงบางชนิดมีการเปลี่ยนแปลงขณะเจริญเติบโต 4 ขั้น คือ ไข่ ตัวหนอน ดักแด้ และตัวเต็มวัย เช่น ยุง,ผีเสื้อ,ต่างๆผึ้งและแมลงวัน แมลงบางชนิดมีการเปลี่ยนแปลง 3 ขั้น คือจากไข่เป็นตัวอ่อน และตัวเต็มวัย ตัวอ่อนมีลักษณะคล้ายพ่อแม่ แต่อวัยวะบางอย่าง เช่น อวัยวะสืบพันธุ์ยังไม่เจริญเต็มที่ เช่น ตั๊กแตน แมลงสาบ แมลงบางชนิดไม่มีการเปลี่ยนแปลงรูปร่างเป็นขั้นๆ เมื่อฟักออกจากไข่แล้วจะมีรูปร่างเหมือนตัวเต็มวัยทุกประการ แต่มีขนาดเล็กกว่า เช่น ตัวสามง่าม แมลงหางดีด
แมลงหลายชนิดมีโทษ เช่น ยุง เป็นพาหะของโรคได้หลายชนิด เช่น ไข้มาลาเรีย ไข้เลือดออก โรคเท้าช้าง แมลงวันนำอหิวาตกโรค แมลงสาบเป็นพาหะโรคทางเดินอาหาร แต่แมลงหลายชนิดมีประโยชน์เช่นกัน เช่น ผีเสื้อไหมเป็นแมลงชนิดหนึ่งที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจ เราได้ประโยชน์จากไหมในระยะที่ยังเป็นดักแด้ โดยนำเส้นใยจากรังไหม ที่หุ้มตัวดักแด้มาทอเป็นผ้าไหม แล้วส่งเป็นสินค้าออก
............... ผีเสื้อไหมมีการเปลี่ยนแปลงขณะเจริญเติบโตเป็น 4 ขั้นคือจากไข่เจริญไปเป็นตัวหนอน ดักแด้ และตัวเต็มวัย ที่เรียกว่า ผีเสื้อไหม เมื่อผีเสื้อผสมพันธุ์แล้ว จะวางไข่ภายใน 1-2 วันโดยจะออกไข่ได้ 400-600 ฟอง
............... หลังจากวางไข่ประมาณ 10 วันไข่จะฟักเป็นตัวหนอนเรียกว่า ตัวไหม หรือ หนอนไหม ทันที่ที่ฟักออกจากไข่หนอนไหมจะเริ่มกินอาหารคือใบหม่อน ระยะที่เป็นตัวหนอนจะมีการเจริญเติบโตเป็น 5 ระยะ แต่ละระยะจะมีการลอกคราบเพื่อขยายขนาด การลอกคราบใช้เวลาครั้งล่ะ 24 ชม. ปกติหนอนไหมจะกินอาหารตลอดเวลา ยกเว้นตอนลอกคราบ ขั้นที่เป็นตัวหนอนนี้จะนานกว่าขั้นอื่นๆคือใช้เวลา20-25วัน ตัวหนอนระยะสุดท้ายจะมีขนาดใหญ่ที่สุด ผู้เลี้ยงจะแยกหนอนไหมระยะนี้ออกไปใส่กระด้งหลายๆใบ และต้องให้อาหารมากกว่าระยะแรกๆ เมื่อหนอนไหมระยะนี้เติบโตเต็มที่จะเริ่มชักใยพันรอบๆตัวโดยไม่ขาดสาย ซึ่งจะเสร็จเป็นรังไม่ภายใน 2-4 วัน แล้วหนอนไหมก็จะเปลี่ยนเป็นตัวดักแด้อยู่ภายในรังไหม ขณะที่เป็นดักแด้ก็มีการเปลี่ยนแปลงรูปร่างจนเป็นตัวผีเสื้อไหม ซึ่งใช้เวลา 10-12 วัน จากนั้นผีเสื้อไหมจึงเจาะรังไหมออกมา แล้วผสมพันธุ์ออกไข่ภายใน 1-2 วัน หลังจากนั้นจะมีอายุต่อไปเพียง 2-3 วัน ก็จะตาย ตัวไหมตั้งแต่ระยะที่เข้าดักแด้จนเป็นผีเสื้อไหมจะไม่กินอาหารเลย
............... ในการเลี้ยงไหมเพื่อเก็บรังไหม ผู้เลี้ยงนิยมให้ตัวไหมชักไยในกระด้งที่มีลักษณะเป็นช่องๆที่เรียกว่า จ่อ ผู้เลี้ยงจะวางไหมที่โตเต็มที่แล้วลงในช่องเพื่อให้ชักไยได้ดีเมื่อตัวไหมชักไยไปได้ 5-7 วัน ก็เก็บรังไหมได้ โดยนำรังไหมไปผึ่งแดดหรืออบด้วยความร้อนให้ดักแด้ในรังไหมตายแล้วจึงนำไปสาวไหมต่อไป
............... การสาวไหมเป็นการดึงเส้นไหมออกจากรังไหมซึ่งมีวิธีการต่างๆกัน ตามชนบทมักใช้วิธีการง่ายๆโดยการต้มน้ำให้ร้อนประมาณ 80 องศา แล้วใส่รังไหมลงไปใช้ไม้พายเล็กๆกดรังไหมให้จมน้ำ เมื่อรังไหมลอยขึ้นมาจึงค่อยๆดึงไยไหมออกมาเป็นเส้นสาวเข้าไปขดไว้ในกระบุง ทำเช่นนี้ทีละรังจนได้เส้นไหมจำนวนมาก แล้วจึงนำเส้นไหมที่ได้มากรอแล้วปั่นเพื่อให้เส้นไหมแน่นยิ่งขึ้น แล้วจึงนำไปย้อมและทอเป็นผืนต่อไป
............... รังไหมรังหนึ่งจะให้ไยประมาณ 350-600 เมตร ใยไหมจะมีสีขาวหรือสีเหลืองแล้วแต่พันธุ์ไหม ไหมของไทยจะมีสีเหลืองทอง ของญี่ปุ่น ยุโรป และอเมริกามีสีขาวและขนาดรังใหญ่กว่าของไทย

...................................................................................

............... ( 3 ) การเจริญเติบโตของสัตว์
............... สิ่งมีชีวิตเมื่อเกิดมาแล้วต้องมีการเจริญเติบโต สัตว์ก็เช่นเดียวกับพืชไม่ว่าจะเป็นสัตว์ขนาดเล็กหรือใหญ่ ในการเจริญเติบโตจะต้องมีการเพิ่มจำนวนเซลล์ ขยายขนาดของเซลล์และเปลี่ยนแปลงรูปร่างของเซลล์ไปเป็นส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย
............... ในขณะเจริญเติบโต สัตว์บางชนิดมีการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัดเจน คือ มีการเปลี่ยนแปลงรูปร่างเป็นระยะ ๆ ตั้งแต่เป็นตัวอ่อนจนถึงระยะที่เติบโตเต็มที่ จึงจะมีรูปร่างเหมือนพ่อแม่ แต่สัตว์บางชนิดจะมีรูปร่างเหมือนพ่อแม่ตั้งแต่เกิดเลยเพียงแต่ขนาดยังเล็กเท่านั้น
............... การเจริญเติบโตโดยมีการเปลี่ยนแปลงรูปร่างเป็นระยะ ๆ เรียกว่า เมทามอร์โฟซิส (Metamorphosis) สัตว์จำพวกแมลงมักมีการเปลี่ยนแปลงรูปร่างลักษณะตั้งแต่ออกจากไข่จนกระทั่งเป็นตัวเต็มวัย บางชนิดมีการเปลี่ยนแปลง 4 ขั้น คือ ไข่ ตัวหนอน ดักแด้ ตัวเต็มวัย

......................................

  
กลับสู่หน้าหลัก กลับสู่ บทที่ 11